ความสำเร็จ Google : จากโครงการ BackRub ไปเป็น Google Inc.

แก้ไขล่าสุด: 10.10.2016 : 07:48  โดย: Phannakorn

 

Google ถือกำเนิดโดยชายสองคนที่มีชื่อว่า Lawrence Larry Page และ Sergey Brin นักศึกษามหาวิทยาลัยปริญญาเอกจาก Stanford University โดยเริ่มจากโครงงานวิจัยสำหรับดุษฎีนิพนธ์



เรื่องราวของ Google เริ่มในอาคารนี้ ของมหาวิทยาลัย Stanford 
อาคารที่ชื่อว่า William Gates Computer Science Building  ดูจากชื่ออาคารก็คงเดาได้ว่า ผู้บริจาคเงิน 6 ล้านเหรียญ (ประมาณ 240 ล้านบาท) ให้กับมหาวิทยาลัยเพื่อสร้างอาคารคือ Bill Gates เจ้าของบริษัท Microsoft เจ้าพ่อแห่งวงการซอฟท์แวร์โลก


Page และเพื่อนๆ นักศึกษาปริญญาเอกอีก 3-4 คน ได้ห้องชั้น 3 ชื่อห้อง Gates 360 เป็นห้องทำงานของพวกเค้า (ยักษ์ใหญ่ตัวใหม่ที่มาท้าชน Microsoft เกิดใต้จมูก ของ Microsoft นี้เอง) ทั้ง Page และ Brin ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการพัฒนาโครงงานเล็กๆของพวกเค้าที่เรียกว่า Backrub  พอ Backrub เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ใช้การได้ พวกเค้าก็เปิดให้อาจารย์และนักศีกษาใน Stanford ใช้การค้นหาข้อมูลจาก internet 

พอมันมีคนเริ่มใช้มันซักพักนึงก็เป็นที่ฮิตในหมู่ อาจารย์และนักศีกษาทั้งหลาย ต่างก็บอกต่อกันไปเรื่อยๆ ถึงความสามารถและความแม่นยำของผลการ Search ทำให้ช่วงปลายปี 1997 ทั้งคู่คิดว่าน่าจะตั้งชื่อใหม่เก๋ๆให้กับโครงการนี้ และหลังจากที่ถกเถียงพูดคุยกับเพื่อนร่วมแก๊ง Gates360 อยู่นานหลายสัปดาห์ ผลก็ออกมาว่าจะใช้ชื่อว่า Google (ซึ่งเพื่อนคนนึงของพวกเค้า ที่ชื่อ Sean Anderson เสนอคำว่า Googleplex.com ซึ่งหมายถึง ปริมาณมหาศาลมากมายเหลือเกิน ซึ่งตรงกับ concept ของ Google แต่ Page เห็นว่ายาวไปเลยย่อมาเหลือแค่ Google และก็ลองกดค้นดูปรากฏว่ายังไม่มีใครขึ้นทะเบียนชื่อนี้ พวกเค้าก็เลยขึ้นทะเบียน Google.com ไว้ - แต่พวกเค้ามารู้ในวันหลังว่า เค้าสะกดผิด เพราะคำที่แปลว่า ปริมาณมหาศาล คือคำว่า googol)

พอเริ่มมีชื่อเรียกที่เท่ขึ้น พวกเค้าก็ปล่อยระบบออกมาใช้ที่ google.stanford.edu
(ปัจจุบันอยู่ที่http://www.stanford.edu/services/websearch/Google/) เพื่อให้ได้ใช้กันเป็นการภายในมหาวิทยาลัย อย่างที่เดาได้คือเป็นที่ใช้แพร่หลาย และได้รับการยกย่องกันภายในว่าดีกว่า AltaVista ซึ่งเป็น search engine ที่ดีที่สุดในขณะนั้น ผลก็คือทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ ที่พวกเค้าประกอบกันขึ้นมาจากเศษคอมพิวเตอร์ที่วางไว้ตามห้องเก็บของของมหาวิทยาลัย เริ่มมีศักยภาพไม่พอที่จะรองรับ ฮารดดิสต์ก็เริ่มเต็มเพราะ Web Crawler ที่พวกเค้าปล่อยออกไปไปเก็บข้อมูลกลับมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ

 

สมัยที่ Google ยังเป็นโปรเจ็คที่อยู่ใน มหาวิทยาลัย Stanford

อธิการบดีของเค้า Prof John Hennessy เคยพยายามติดต่อไปที่ Yahoo! ซึ่งเป็นบริษัทของศิษย์เก่าของ Stanford เช่นกัน โดยติดต่อไปเพื่อขอให้ Yahoo! มาซื้อระบบค้นหาข้อมูลหรือ Search Engine ของรุ่นน้อง 2 คนนี้ในราคา 1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 37 ล้านบาท แต่ได้รับการปฏิเสธจาก Yahoo! (น่าเสียดายมากๆเลยเพื่อนเอ๋ย!)  ท่านอธิการก็ติดต่อไปที่ AltaVista ซึ่งเป็น Search Engine อันดับหนึ่งของตอนนั้น ผลก็คือได้รับการตอบปฏิเสธเช่นกัน 

สุดท้ายทั้ง Page และ Brin ต้องหยุดการเรียนปริญญาเอกไว้ก่อนในช่วงปี 1997 พวกเค้าต้องออกจากมหาวิทยาลัย มาเพื่อมาระดมหาทุนในการจัดตั้งบริษัทใหม่ ที่มีผลิตภัณเป็น Search Engine หน้าใหม่ของวงการ
 

Google เริ่มจากประโยคนี้ที่พวกเขามักพูดเสมอเมื่อไปที่ไหนๆ A Healthy Disregard for the Impossible (ไม่แคร์ที่ใครๆบอกว่าเป็นไปไม่ได้ มองหาหนทางที่ทำให้เป็นไปได้ หรือ ประมาณว่า  ปล่อยเขาไปเถอะถ้าเขาบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ เราจะหาทางทำให้มันเป็นไปได้) 

 

เราคงจะไม่พูดถึงความสำเร็จของ Google ในแง่ที่เป็น Search Engine อันดับหนึ่งของโลกแล้ว เพราะตรงนี้ทุกคนรู้ แต่ในบทความนี้เราพูดถึงผลกระทบที่เกิดจาก Google ต่อสังคม ต่อวัฒนธรรม ต่อเศรษฐกิจของเรากันดีกว่า 

อย่างแรก ที่เห็นได้ชัดว่า Google กำลังนั่งอยู่บนกองทองที่อยู่ในรูปของความต้องการของผู้ใช้ คิดง่ายๆแบบนี้ครับ ทุกๆวินาที ทุกๆชั่วโมง มีคนนับล้านจากทั่วโลก เหมือนกับคุณกับผม ส่งคำขอค้นไปที่ Server ของ Google เพื่อถาม Google ว่ามีเว็บอะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องที่เค้าอยากรู้ แต่ในมุมมองที่กลับกัน ถ้ามองจากมุมของ Google ซึ่งนั่งอยู่ตรงกลางแล้ว เป็นพวกเราต่างหากที่ไปบอก Google ว่าเรากำลังสนใจเรื่องอะไร Google มองเห็นการเคลื่อนไหวของความต้องการ ความอยากรู้ของคนทั้งโลกภายในเสี้ยววินาทีนั้น Google รู้ได้ว่าภายในชั่วโมงนี้ โลกทั้งโลกกำลังสนใจเรื่องอะไร แหม! เห็นสีเรืองๆของทองคำกองใหญ่มหึมาที่ Google นั่งทับอยู่มั้ยครับ ?

ไม่ใช่แค่ทั้งโลกนะครับ เค้ารู้ด้วยคำค้นที่ส่งเข้ามามาจาก IP อะไร IP นี้อยู่ส่วนไหนของโลก นั่นแปลว่าเค้าอาจจะรู้ไปถึงว่าประเทศไหนต้องการอะไร ผมยกตัวอย่างเล่นๆให้คิดเพลินๆ  ถ้าคุณเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ ที่รู้ว่าคนอยากอ่านเรื่องอะไร ทำไมคุณจะออกหนังสือพิมพ์ที่ตรงใจคนอ่านเปะในวันพรุ่งนี้ไม่ได้ หรือ อาจจะสร้างเว็บไซท์ข่าวที่เป็นที่สนใจของคน เอ๋ ตรงนี้คุ้นๆนะ ใครไม่คุ้นเฉลยก็ได้ Google News นั่นเองครับ  แล้วถ้าเป็นคุณที่คุณกำข้อมูลความต้องการข้อคนทั้งโลกไว้ในมือ ความต้องการของคนที่คนหาชื่อยา ใครบ้างที่ค้นหาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว หรือ ข้อมูลที่ชี้ไปยังผู้ก่อการร้าย หรืออีกหลายๆอย่าง เหมือนกับคุณมีข้อมูลเก็บไว้ใน server ว่าคนทั้งโลกอยากรู้อะไร แล้วคุณคิดว่าคุณจะทำอะไรกับมัน แล้วถ้าเป็นคุณที่คุณกำข้อมูลความต้องการข้อคนทั้งโลกไว้ในมือ คุณคิดว่าคุณจะทำอะไรกับมัน !

นอกจากเค้าจะเป็นบริษัทที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบริษัทที่โตมาจากนวัตกรรมสุดยอดแห่งยุค (บางคนบอกว่าโลกเข้าเปลี่ยนจาก ยุคหิน เป็นยุคเหล็ก ยุคอุตสาหกรรม ยุคข้อมูล และปัจจุบันเป็นยุคกูเกิ้ล แหม! ขนาดนั้นเลยทีเดียว) ผลอีกส่วนหนึ่งมาจากความเป็นยุคใหม่ในแนวคิดของเค้า กับสโลแกนบริษัทว่า Don't Be Evil เราจะไม่เป็นปีศาจ ทุกอย่างที่จะไปถึงผู้ใช้จะต้องดีมาก และ ฟรี เค้าไม่คิดจะรวยกับการเก็บตังค์จากผู้ใช้ Search Engine (แต่แน่นอนเค้ามีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการโฆษณา)

 

Page และ Brin สองผู้ก่อตั้ง บริหารบริษัทเหมือนกับเป็นหอพักนักศึกษา ในมหาวิทยาลัย Googleplex ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทเต็มไปด้วยของเล่น เครื่องดื่ม ตู้เกม โต๊ะปิงปอง เน็ตความเร็วสูงปรี๊ด และเพื่อนๆหัวไบรท์ที่คุยภาษาเดียวกันหมด ราวกับเป็นหอพักในฝันของนักศึกษา นอกจากจะทำงานอย่างสนุกในบริษัทแล้ว บริษัทยังอนุญาตให้พนักงานใช้เวลางาน 20% (ประมาณ 1 วันในสัปดาห์) ไปกับเรื่องอะไรก็ได้ที่สนใจ เรื่องอะไรก็ได้เลยไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับงาน อิสระที่จะคิด อิสระที่จะเล่น ซึ่งเกิดเป็นเรื่องราวดีๆ โปรเจ็คที่น่าสนใจเต็ม Google จนทำให้ Google มีโปรเจ็คเล็กๆกว่า 100 โปรเจ็ค ตั้งแต่ Opensource หรับมือถือ หรือที่รู้จักกันในนาม Google Mobile หรือ Android จนไปถึง ยกทรงยี่ห้อ Google

 

 

บริษัทพุ่งเป้าไปที่ innovation นวัตกรรมใหม่ มากกว่าสิ่งอื่นใด และมากกว่าผลกำไรด้วย ต่างจากแนวคิดของบริษัทอื่นๆที่ เริ่มบริษัทจากการมองเห็นช่องทางทำกำไร แล้วค่อยมาคิดว่าผลิตภัณฑ์อะไรที่ทำให้เราได้กำไรจากช่องทางนั้น แต่ 2 หนุ่ม Google ของเราไม่แคร์ พวกเค้าพุ่งเป้าไปที่การทำให้ Search Engine ของพวกเค้าดีที่สุด ค้นหาแล้วได้ผลลัพธ์การค้นตรงกับความต้องการผู้ค้นข้อมูลที่สุด แล้วสิ่งนั้นจะทำให้เค้าแตกต่างเอง ซึ่งมันก็หมายถึงกำไรที่จะเกิดขึ้นตามมา และผลที่ได้ก็คือพวกเค้าไม่เคยต้องเสียตังค์ทำโฆษณาคำว่า Google เลย อาศัยการบอกต่อจากปากต่อปาก จนขยับขึ้นมาเป็นยี่ห้ออันดับหนึ่งบน internet

 

ที่มา : http://bit.ly/2dqnYjp

 

 

บริษัท ดีมีเตอร์ ไอซีที จำกัด ผู้ให้บริการ Google Apps for Work ในประเทศไทย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมโปรโมชั่นพิเศษ โทรเลย!  02-675-9371
 092-262-6390                                                   
 097-008-6314 (ฝ่ายขาย)
 support@dmit.co.th

Official LINE